ขั้นตอนของอังกอริทึม


การอธิบายการประมวลผล (Process Description)

การวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้โดยการใช้แผนภาพการไหลของข้อมูล (Data Flow Diagram) โดยการเขียนสัญลักษณ์การประมวลผลนั้นจะเขียนเพียงหัวข้อในการประมวลผลเท่านั้น ยังไม่มีการเขียนคำอธิบายโดยละเอียด ซึ่งเราสามารถเขียนอธิบายโดยละเอียดได้ด้วยการเขียนคำอธิบายการประมวลผล (Process Description) หรือ Process Specification
จุดประสงค์ของการเขียน Process Specification เพื่อใช้เป็นสื่อระหว่างผู้ใช้ระบบโปรแกรมเมอร์ และนักวิเคราะห์ระบบ ได้เข้าใจตรงกันในการประมวลผลนั้น โดยโปรแกรมเมอร์จะเข้าใจการประมวลผลนั้นเพื่อใช้ในการเขียนโปรแกรม โดยเฉพาะในกรณีของการมีโปรแกรมเมอร์หลายคนในการเขียนโปรแกรมในการสื่อให้เข้าใจตรงกัน ส่วนผู้ใช้ระบบจะได้เห็นถึงผลการวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ระบบว่าเข้าใจถูกต้องหรือไม่

จุดมุ่งหมายในการใช้การอธิบายการประมวลผลนั้นสรุปได้ ข้อคือ

1. เพื่อให้การประมวลผลนั้นชัดเจน เข้าใจง่าย การใช้วิธีนี้จะทำให้ผู้วิเคราะห์ได้เรียนรู้รายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนในการประมวลผลการทำงานในส่วนที่ไม่ชัดเจนต่างๆ จะถูกบันทึก และเขียนออกมาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยจะรวมมาจากการสืบค้นข้อมูลที่ได้จากการสืบค้นข้อมูลวิธีต่างๆ
2. เพื่อให้เกิดความเข้าใจถูกต้องในการอธิบายในรูปแบบเฉพาะของการประมวลผลนั้นระหว่างนักวิเคราะห์ระบบและโปรแกรมเมอร์ ในการสื่อถึงกันให้เข้าใจตรงกันระหว่างนักวิเคราะห์และโปรแกรมเมอร์นั้น ถ้าไม่สื่อกันให้ชัดเจนจะมีผลตามมาอย่างมากเมื่อลงรหัสโปรแกรม เนื่องจากจะต้องเสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย และอาจทำให้การบริหารโครงการไม่เป็นไปตามกำหนดเวลาอีกด้วย ดังนั้นในการอธิบายการประมวลผลจึงมีส่วนช่วยอย่างมากในการสื่อการประมวลผลให้เกิดความเข้าใจตรงกันระหว่างนักวิเคราะห์ระบบและโปรแกรมเมอร์
3. พื่อตรวจสอบการออกแบบระบบ โดยการประมวลผลนั้นจะถูกต้องหรือไม่ในด้านข้อมูลที่ป้อนเข้าเครื่อง การออกรายงานทั้งหน้าจอ และการพิมพ์รายงานนั้นจะเป็นไปตามการวิเคราะห์ตามแผนภาพการไหลของข้อมูล (Data Flow Diagram) หรือไม่ จะสามารถตรวจสอบได้จากการอธิบายการประมวลผลนี้ การเขียนคำอธิบายการประมวลผลนี้จะมีเฉพาะโพรเซสในระดับล่างสุดเท่านั้น ระดับแม่เราจะไม่เขียนคำอธิบายเนื่องจากเราเขียน DFD ระดับแม่เพื่อใช้เป็นเครื่องมือเขียน DFD ระดับลูกเพื่อให้เกิดการแตกโครงสร้างแบบบน-ลง-ล่าง (Top - Down) และเมื่ออธิบายโพรเซสระดับลูกแล้วก็หมายความรวมถึงการทำงานระดับแม่โดยปริยาย

วิธีการที่ใช้อธิบายการประมวลผลที่จะกล่าวในที่นี้มีอยู่ด้วยกัน วิธีคือ
1. ประโยคโครงสร้าง (Structure Sentences)
2. การตัดสินใจแบบตาราง (Description Tables)

เราจะเลือกใช้วิธีการอันใดอันหนึ่งหรือใช้ปนกันก็ได้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม แต่ไม่ว่าจะเขียนด้วยวิธีใดๆ เมื่อเขียนแล้วควรจะมีคุณสมบัติ ดังนี้
เขียนแล้วคำอธิบายนั้นสามารถนำมาตรวจสอบความถูกต้องกับผู้ใช้ได้ง่ายการเขียนเป็นประโยคโครงสร้างอาจจะไม่เหมาะสมถ้าต้องนำมาตรวจสอบกับผู้ใช้เพราะว่าคำอธิบายนั้นจะยาวและคำอธิบายเกี่ยวกับเงื่อนไข หรือการทำงานซ้ำก็เขียนไม่สะดวก ตัวอย่างเช่น เงื่อนไขที่มี AND,OR หรือ NOT เป็นต้น
เขียนแล้วคำอธิบายนั้นควรจะใช้สื่อสารกับผู้อื่นที่เกี่ยวข้องในระบบได้ง่ายผู้อื่นที่เกี่ยวข้องอาจจะเป็นผู้ใช้ ผู้จัดการ ผู้ตรวจสอบ เป็นต้น การเขียนคำอธิบายเป็นประโยคโครงสร้าง หรือเขียนเป็นการตัดสินใจแบบตารางจะเหมาะสมกับบุคคลเหล่านั้นเพราะว่าทั้ง 2วิธีนั้นง่ายต่อการทำความเข้าใจถึงแม้ว่าอาจจะยาวไปหน่อยก็ตาม
โดยทั่วไปแล้ววิธีการเขียนแบบประโยคโครงสร้างเป็นที่นิยมใช้กันมากที่สุด และในโครงการเดียวกันควรจะเลือกใช้วิธีเดียวกันเพื่อให้ง่ายต่อการสื่อสาร การจะเลือกใช้วิธีการมากกว่าหนึ่งวิธีก็อาจจะเป็นไปได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ
1. ความชอบของผู้ใช้
2. ความชอบของผู้เขียน (นักวิเคราะห์ระบบ)
3. ลักษณะการทำงานของโพรเซส

ประโยคโครงสร้าง (Structure Sentence)

วิธีนี้ใช้การอธิบายเป็นประโยคโดยเขียนให้มีลักษณะเป็นโครงสร้าง คล้ายๆ การเขียนโปรแกรมโครงสร้างดังตัวอย่างข้างต้น การเขียนประโยคโครงสร้างเราใช้คำศัพท์ต่างๆ กัน ซึ่งอาจจะเลือกใช้คำต่างๆ กันได้ ดังนี้
ใช้คำกริยาที่เมื่อทำแล้วมีความหมายว่าได้ผลลัพธ์บางอย่างออกมา เช่น "คำนวณ" สิ่งนั้นสิ่งนี้หรือ "เปรียบเทียบ" สิ่งนั้นกับสิ่งนี้ เป็นต้น คำกริยาที่อาจจะเลือกใช้ได้ เช่น GET , COMPUTE, PUT, DELET, FIND, VALIDATE,DIVEIDE ,ADD, MOVE, SUBTRACT, REPLACE, MULTIPLY, SET,SORT
ใช้ชื่อข้อมูลเป็นคำนามในประโยค ตัวอย่างเช่น วันชำระเงินใบทวงหนี้ รายงานเพื่อเตรียมเงินสด เป็นต้น
ใช้คำศัพท์ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล เช่น "และ" "หรือ" "เท่ากับ" "ไม่เท่ากับ" "มากกว่า" และ "น้อยกว่า" เป็นต้น
ใช้คำที่บอกการเคลื่อนที่ของข้อมูลคล้ายกับคำที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมได้แก่
1. ถ้า……..มิฉะนั้น (If……else……..)
2. กรณี…. (case)
3. ทำซ้ำ (Do…..Loop)
4. ทำตามลำดับ (Sequence)

ตัวอย่างที่ ประโยคโครงสร้างที่ทำงานตามลำดับ
อ่านข้อมูลจาก Employee
คำนวณหาเงินเดือน
ค่าจ้าง = จำนวนชั่วโมงที่ทำงาน อัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง
เงินเดือน = ค่าจ้าง อัตราภาษี
พิมพ์รายงานแสดงเงินเดือน


ตัวอย่างที่ ประโยคโครงสร้างที่ทำงานตามลำดับและมีการใช้เงื่อนไข If…Else
ใช้ข้อมูล - และข้อมูล - เพื่อคำนวณข้อมูล - C
ตรวจสอบข้อมูล - C
If ข้อมูล - C
ให้เก็บในไฟล์
Else
ให้พิมพ์ข้อผิดพลาด
คำนวณผลรวม

ตัวอย่างที่ ประโยคโครงสร้างที่ทำงานตามลำดับและมีการใช้เงื่อนไข Repeat….Until
Repeat
อ่านข้อมูลจาก Employee
คำนวณหาเงินเดือน
ค่าจ้าง = จำนวนชั่วโมงที่ทำงาน อัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง
คำนวณหาเงินเดือน = ค่าจ้าง อัตราภาษี
พิมพ์รายงานแสดงเงินเดือน
Until ไม่มีข้อมูล Employee

ตัวอย่างที่ ประโยคโครงสร้างที่ทำงานตามลำดับและมีการใช้เงื่อนไข Do…Case
อ่านข้อมูลคะแนนรวม
Do คะแนนรวม
Case1 คะแนนรวม >=80
เกรด = A< br>
Case2 คะแนนรวม >=70
เกรด = B
Case3 คะแนนรวม >=60
เกรด = C
Case4 คะแนนรวม >=50
เกรด = D
End (ถ้าไม่ตรงกับทุกกรณี)
เกรด = E





วิธีการตัดสินใจแบบตาราง (Decision Tables )
วิธีการตัดสินใจแบบตารางเป็นตารางแบบ มิติ โดยที่แถวตั้งด้านซ้ายเป็นเงื่อนไข และแถวนอนเป็นรายละเอียดของเงื่อนไขและผลของการตัดสินใจ เงื่อนไขก็คือ สิ่งที่มีค่าเปลี่ยนแปลงได้ เช่น จำนวนเงินในใบทวงหนี้ ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าควรตัดสินใจอย่างไร เช่น ถ้าจำนวนเงินต่ำกว่า 25,000 บาท ไม่ต้องรอการอนุมัติจ่ายเงิน เป็นต้น
เงื่อนไข
การตัดสินใจ
จำนวนเงินในใบทวงหนี้
< 25,000
อนุมัติจ่ายเงิน
Y

ในตัวอย่างการตัดสินใจแบบตารางข้างบนนี้ แถวตั้งเป็นเงื่อนไข หรือตัวแปรคือ จำนวนเงินในใบทวงหนี้ แถวนอนเป็นค่าตัวแปร คือ น้อยกว่า 25,000 บาท ดังนั้นการอนุมัติจ่ายเงินคือ " Y " ซึ่งหมายความว่า " Yes " คือ ให้จ่ายเงินได้ แต่ที่จริงแล้วค่าของจำนวนเงินที่เป็นไปได้มีมากกว่านี้ และเงื่อนไขก็มีมากว่านี้ด้วย ซึ่งพอสรุปออกมาเป็นตารางเงื่อนไขดังนี้
เงื่อนไข
ค่าที่เป็นไปได้
1. จำนวนเงินในใบทวงหนี้
a. น้อยกว่า 25,000
b. ระหว่างc. 25,000 ถึงd. 250,000
e. มากกว่า 250,000
2. วันค้างจ่าย
a. น้อยกว่าหรือเท่ากับ 10 วัน
b. มากว่า 10 วัน
3. ส่วนลดถ้าจ่ายเร็ว
a. มี
b. ไม่มี

ดังนั้นตารางการตัดสินใจจะต้องขยายออกไปอีก หลักการตั้งตารางตัดสินใจเริ่มจากเงื่อนไขก่อนโดยที่จำนวนแถวนอนของตารางจะมีเท่ากับจำนวนเงื่อนไขบวกหนึ่งสำหรับหัวตาราง จากตารางข้างบนนี้เรามี เงื่อนไข เพราะฉะนั้นเราต้องสร้าง แถวนอน สำหรับจำนวนแถวตั้งจะมีเท่ากับผลคูณของค่าตัวแปรที่เป็นไปได้ทั้งหมดบวก แถว สำหรับเขียนคำอธิบาย ดังนั้นจำนวนแถวตั้งจะมีเท่ากับ 3 (จำนวนค่าที่เป็นไปได้ของจำนวนเงินในใบทวงหนี้) คูณ 2 (ค่าที่เป็นไปได้ของวันค้างจ่าย) และคูณ 2 (มีส่วนลดหรือไม่) บวกกับอีก ได้ผลลัพธ์เท่ากับ 13 ดังตารางของเราจะมี 13 แถวตั้ง และ แถวนอน
จากตารางตัดสินใจที่ได้มานั้นมันออกจะใหญ่เกินไป และมีหลายกรณีที่เงื่อนไขไม่มีความหมายและให้ผลลัพธ์ออกมาเหมือนกัน ตัวอย่างเช่น ถ้าจำนวนเงินน้อยกว่า 25,000 บาท เราไม่จำเป็นต้องสนใจเงื่อนไขวันค้างจ่ายหรือส่วนลด ดังนั้นเราอาจจะทำให้ตารางสั้นเข้าได้ เงื่อนไขที่ไม่ได้ใช้เราจะเขียนแทนด้วยเครื่องหมาย " - " ในแถวตั้งที่ไม่จำเป็นออก เราจะยุบแถวตั้งดังในตารางข้างล่างนี้

1
2
3
4
5
จำนวนเงินในใบทวงหนี้
< 25,000
25,000 – 250,000
25,000 – 250,000
25,000 – 250,000
> 250,000
วันค้างจ่าย
-
<= 10
<= 10
<= 10
-
ส่วนลด
-
Y
N
-
-
ตัดสินใจ
A
A
S
A
P
A = จ่ายเงิน            S = เก็บใจทวงหนี้ไว้รอการตัดสินใจ                                 P = พิมพ์รวมเพื่อเตรียมเงินสด

การเขียนตารางการตัดสินใจให้ผลออกมาเหมือนกับการเขียนด้วยประโยคโครงสร้างแต่การทำความเข้าใจสำหรับบุคคลหลาย ๆ คน อาจจะยากง่ายไม่เหมือนกัน ดังนั้นนักวิเคราะห์ระบบต้องตัดสินใจ ว่าจะใช้วิธีใดที่เหมาะสมที่สุด

การเขียนผังงาน ( Flowchart )

ผังงาน คือ แผนภาพที่มีการใช้สัญลักษณ์รูปภาพและลูกศรที่แสดงถึงขั้นตอนการทำงานของโปรแกรมหรือระบบทีละขั้นตอน รวมไปถึงทิศทางการไหลของข้อมูลตั้งแต่แรกจนได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ

ประโยชน์ของผังงาน
 ช่วยลำดับขั้นตอนการทำงานของโปรแกรม และสามารถนำไปเขียนโปรแกรมได้โดยไม่สับสน
 ช่วยในการตรวจสอบ และแก้ไขโปรแกรมได้ง่าย เมื่อเกิดข้อผิดพลาด
 ช่วยให้การดัดแปลง แก้ไข ทำได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว
 ช่วยให้ผู้อื่นสามารถศึกษาการทำงานของโปรแกรมได้อย่างง่าย และรวดเร็วมากขึ้น

วิธีการเขียนผังงานที่ดี
ใช้สัญลักษณ์ตามที่กำหนดไว้
ใช้ลูกศรแสดงทิศทางการไหลของข้อมูลจากบนลงล่าง หรือจากซ้ายไปขวา
คำอธิบายในภาพควรสั้นกะทัดรัด และเข้าใจง่าย
ทุกแผนภาพต้องมีลูกศรแสดงทิศทางเข้า - ออก
ไม่ควรโยงเส้นเชื่อมผังงานที่อยู่ไกลมาก ๆ ควรใช้สัญลักษณ์จุดเชื่อมต่อแทน
ผังงานควรมีการทดสอบความถูกต้องของการทำงานก่อนนำไปเขียนโปรแกรม




ผังงานโปรแกรม ( Program Flowchart )
การเขียนผังโปรแกรมจะประกอบไปด้วยการใช้สัญลักษณ์มาตรฐานต่าง ๆ ที่เรียกว่า สัญลักษณ์ ANSI ( American National Standards Institute ) ในการสร้างผังงาน ดังตัวอย่างที่แสดงในรูปต่อไปนี้
จุดเริ่มต้น / สิ้นสุดของโปรแกรม
ลูกศรแสดงทิศทางการทำงานของโปรแกรมและการไหลของข้อมูล
ใช้แสดงคำสั่งในการประมวลผล หรือการกำหนดค่าข้อมูลให้กับตัวแปร
แสดงการอ่านข้อมูลจากหน่วยเก็บข้อมูลสำรองเข้าสู่หน่วยความจำหลักภายในเครื่องหรือการแสดงผลลัพธ์จากการประมวลผลออกมา
การตรวจสอบเงื่อนไขเพื่อตัดสินใจ โดยจะมีเส้นออกจารรูปเพื่อแสดงทิศทางการทำงานต่อไป เงื่อนไขเป็นจริงหรือเป็นเท็จ
แสดงผลหรือรายงานที่ถูกสร้างออกมา
แสดงจุดเชื่อมต่อของผังงานภายใน หรือเป็นที่บรรจบของเส้นหลายเส้นที่มาจากหลายทิศทางเพื่อจะไปสู่การทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน
การขึ้นหน้าใหม่ ในกรณีที่ผังงานมีความยาวเกินกว่าที่จะแสดงพอในหนึ่งหน้า
















ผังงานกับชีวิตประจำวัน
การทำงานหลายอย่างในชีวิตประจำวัน จะมีลักษณะที่เป็นลำดับขั้นตอน ซึ่งก่อนที่ท่านจะได้ศึกษาวิธีการเขียนผังงานโปรแกรม จะแนะนำให้ท่านลองฝึกเขียนผังงานที่แสดงการทำงานในชีวิตประจำวันวันก่อนเพื่อเป็นการสร้างความคุ้น เคยกับสัญลักษณ์รูปภาพต่าง ๆ ที่จะมีใช้ในผังงานโปรแกรมต่อไป

ตัวอย่าง เขียนผังงานที่แสดงขั้นตอนการส่งจดหมาย


ตัวอย่างที่ เขียนผังงานแสดงวิธีการรับประทานยา ที่แบ่งขนาดรับประทานตามอายุของผู้ทานดังนี้
อายุมากกว่า 10 ปี รับประทานครั้งละ ช้อนชา
อายุมากกว่า ปี ถึง 10 ปี รับประทานครั้งละ ช้อนชา
อายุมากกว่า ปี ถึง ปี รับประทานครั้งละ 1/2 ช้อนชา
แรกเกิดถึง ปี ห้ามรับประทาน

โครงสร้างการทำงานแบบมีการเลือก ( Selection )
เป็นโครงสร้างที่ใช้การตรวจสอบเงื่อนไขเพื่อการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยโครงสร้างแบบนี้จะมีอยู่ด้วยกัน รูปแบบ คือ IF - THEN - ELSE และ IF - THEN

โครงสร้างแบบ IF - THEN - ELSE เป็นโครงสร้างที่จะทำการเปรียบเทียบเงื่อนไขที่ใส่ไว้ในส่วนหลังคำว่า IF และเมื่อได้ผลลัพธ์จากการเปรียบเทียบก็จะเลือกว่าจะทำงานต่อในส่วนใด กล่าวคือถ้าเงื่อนไขเป็นจริง ( TRUE ) ก็จะเลือกไปทำงานต่อที่ส่วนที่อยู่หลังTHEN แต่ถ้าเงื่อนไขเป็นเท็จ ( FALSE ) ก็จะไปทำงานต่อในส่วนที่อยู่หลังคำว่า ELSE
แต่ถ้าสำหรับโครงสร้างแบบ IF - THEN เป็นโครงสร้างที่ไม่มีการใช้ ELSE ดังนั้น ถ้ามีการเปรียบเทียบเงื่อนไขที่อยู่หลัง IF มีค่าเป็นจริง ก็จะไปทำส่วนที่อยู่หลัง Then แต่ถ้าเงื่อนไขเป็นเท็จ ก็จะไปทำคำสั่งที่อยู่ถัดจาก IF - THEN แทน

ตัวอย่าง การเขียนผังงานอ่านค่าข้อมูลเข้ามาเก็บไว้ในตัวแปร และ แล้วทำการเปรียบเทียบในตัวแปรทั้งสอง โดยมีเงื่อนไขดังนี้
ถ้า มากกว่า ให้คำนวณหาค่า A - B และเก็บผลลัพธ์ไว้ในตัวแปรชื่อ RESULT
ถ้า น้อยกว่าหรือเท่ากับ ให้คำนวณหาค่า A + B และเก็บผลลัพธ์ไว้ในตัวแปรชื่อ RESULT
ตัวอย่าง การเขียนผังงานเปรียบเทียบค่าข้อมูลที่เก็บอยู่ในตัวแปร โดยมีเงื่อนไขดังนี้
ถ้า X > 0 ให้พิมพ์คำว่า " POSITIVE NUMBER "
ถ้า X < 0 ให้พิมพ์คำว่า " NEGATIVE NUMBER "
ถ้า X = 0 ให้พิมพ์คำว่า " ZERO NUMBER "


โครงสร้างการทำงานแบบมีการทำงานซ้ำ
เป็นโครงสร้างที่มีการประมวลผลกลุ่มคำสั่งซ้ำหลายครั้ง ตามลักษณะเงื่อนไขที่กำหนด อาจเรียก การทำงานซ้ำแบบนี้ได้อีกแบบว่า การวนลูป ( Looping ) โครงสร้างแบบการทำงานซ้ำนี้จะมีอยู่ ประเภท คือ
DO WHILE
DO UNTIL

DO WHILE
เป็นโครงสร้างที่มีการทดสอบเงื่อนไขก่อน ถ้าเงื่อนไขเป็นจริงก็จะเข้ามาทำงานในกลุ่มคำสั่งที่ต้องทำซ้ำ ซึ่งเรียกว่าการเข้าลูป หลังจากนั้นก็จะย้อนกลับไปตรวจสอบเงื่อนไขใหม่อีก ถ้าเงื่อนไขยังคงเป็นจริงอยู่ ก็ยังคงต้องทำกลุ่มคำสั่งซ้ำหรือเข้าลูปต่อไปอีก จนกระทั่งเงื่อนไขเป็นเท็จ ก็จะออกจากลูปไปทำคำสั่งถัดไปที่อยู่ถัดจาก DO WHILE หรืออาจเป็นการจบการทำงาน

DO UNTIL
เป็นโครงสร้างการทำงานแบบทำงานซ้ำเช่นกัน แต่มีการทำงานที่แตกต่างจาก DO WHILE คือจะมีการเข้าทำงานกลุ่มคำสั่งที่อยู่ภายในลูปก่อนอย่างน้อย ครั้ง แล้วจึงจะไปทดสอบเงื่อนไข ถ้าเงื่อนไขเป็นเท็จก็จะมีการเข้าทำกลุ่มคำสั่งที่ต้องทำซ้ำอีก หลังจากนั้นก็จะย้อนกลับไปตรวจสอบเงื่อนไขใหม่อีก ถ้าเงื่อนไขยังคงเป็นเท็จอยู่ ก็ยังต้องทำกลุ่มคำสั่งซ้ำหรือเข้าลูปต่อไปอีก จนกระทั่งเงื่อนไขเป็นจริง จึงจะออกจากลูปไปทำคำสั่งถัดจาก UNTIL หรืออาจเป็นการจบการทำงาน

สรุปข้อแตกต่างระหว่าง DO WHILE และ DO UNTIL มีดังนี้
1. DO WHILE ในการทำงานครั้งแรกจะต้องมีการตรวจสอบเงื่อนไขก่อนทุกครั้ง ก่อนที่จะมีการเข้ลูปการทำงาน
2. DO UNTIL การทำงานครั้งแรกจะยังไม่มีการตรวจสอบเงื่อนไข แต่จะเข้าไปทำงานในลูปก่อนอย่างน้อย 1 ครั้งแล้วจึงจะไปตรวจสอบเงื่อนไข
3. DO WHILE จะมีการเข้าไปทำงานในลูปก็ต่อเมื่อตรวจสอบเงื่อนไขแล้วพบว่า เงื่อนไขเป็นจริง แต่เมื่อพบว่าเงื่อนไขเป็นเท็จ ก็จะออกจากลูปทันที
4. DO UNTIL จะมีการเข้าไปทำงานในลูปก็ต่อเมื่อตรวจสอบเงื่อนไขแล้วพบว่า เงื่อนไขเป็นเท็จ แต่เมื่อพบว่าเงื่อนไขเป็นจริง ก็จะออกจากลูปทันที

ตัวอย่าง จงเขียนผังงานแสดงการเพิ่มของข้อมูลตัวเลขที่เป็นอยู่ในหน่วยความจำที่แอดเดรส โดยที่ค่าเริ่มต้นจาก ให้ทำการเพิ่มค่าทีละ เรื่อยไปจนกระทั่ง มีค่าข้อมูลมากกว่า 100 จึงหยุดการทำงาน

ตัวอย่างนี้ เป็นตัวอย่างการทำงานแบบทำซ้ำ ซึ่งจะสามารถแสดงการเขียนได้ทั้งแบบ DO WHILE และ DO UNTIL ดังนี้




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น